2007/Jun/01

จากคอลัมน์จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2550

http://www.bangkokbiznews.com/2007/05/29/WW06_0602_news.php?newsid=74344

ศิลปวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญ 2550

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 06:00:00


10 ปีผ่านไปหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 วันนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด พ.ศ.2550 กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกแวดวง ไม่ยกเว้นแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับกฎ กติกาในรูปแบบที่ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างสังคมไทย กำเนิดใหม่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด กำลังเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่ม

ขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นและความต้องการไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกร้องให้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ภาคส่วนของคนทำงานทางศิลปวัฒนธรรมยังแทบไม่ได้ส่งเสียง

รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องและมีผลกระทบอย่างไรต่อแวดวงศิลปวัฒนธรรม ทำไมรัฐธรรมนูญถึงต้องให้ความสำคัญกับมิติทางศิลปวัฒนธรรม และอีกหลากหลายคำถามที่ยังต้องการคำตอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดจะให้ความสำคัญกับประเด็นของศิลปวัฒนธรรมหรือไม่ เพียงใด

จาก'40 ถึง '50 : 10 ปีไม่มีเปลี่ยน

หากมีใครตั้งความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 จะให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น และทำให้ประเด็นเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรมมากไปกว่าที่เคยเป็นในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ก็คงต้องผิดหวัง เพราะประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น อาจเรียกได้ว่าถ่ายเอกสารมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 แทบไม่ผิดเพี้ยน

เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 การให้ความสำคัญกับประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากไปกว่าการ 'ย้ายที่' จากเดิมที่ระบุไว้ในมาตราหนึ่งไปอยู่ในอีกมาตราหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 2540 หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 46 ระบุว่า

...บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ตามกฎหมายบัญญัติ...

เหมือนกันแทบจะทุกตัวอักษรกับในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 65 ที่ระบุว่า

...บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน...

ขณะที่มีบางมาตราในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กล่าวถึงเรื่องของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเอาไว้ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการ 'ยกมา' หรือ 'ปรับถ้อยคำ' จากฉบับก่อนหน้า แต่เนื้อหาสาระไม่เปลี่ยนแปลง

"ขณะที่เราพูดกันว่าศิลปวัฒนธรรมมีความสำคัญ แต่เมื่อพูดถึงพื้นที่ของศิลปวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญอาจจะเรียกได้ว่าไม่มีการให้พื้นที่เรื่องนี้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่มองไม่เห็นความสำคัญของวัฒนธรรม" ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ผู้อำนวยการมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าว

เขาเล่าต่อไปว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและเครือข่ายศิลปิน ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 หมวดศิลปวัฒนธรรม รวม 10 มาตรา เสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อผลักดันให้ประเด็นศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้รับการรับรองสถานะในรัฐธรรมนูญ

"เราไปเสนอความจำเป็นของศิลปวัฒนธรรม ต่อมาเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณารายมาตรา เราก็เข้าไปชี้แจงกับกรรมาธิการอีกเพื่ออธิบายว่าเราต้องการอะไรจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้รับการยืนยันว่ามีอย่างน้อย 2 มาตราที่ตรงกันและเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่แล้วพอร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับออกมาปรากฏว่าไม่มีประเด็นที่เราเสนอเข้าไปเลย" ยุทธพันธุ์ มีชัย เลขาธิการมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าว

รัฐธรรมนูญ : ประภาคารแห่งความหวัง?

แม้ว่าข้อเสนอในการรับรองความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดจะยังไม่ได้รับการตอบสนอง แต่มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครยังยืนยันจะผลักดันร่างเสนอรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 หมวดศิลปวัฒนธรรมทั้ง 10 มาตรา ต่อไป

วีระพันธุ์ ชินวัตร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา เสนอความจำเป็นที่จะต้องมีการรับรองสถานะความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ตั้งแต่อดีตสังคมมนุษย์ดำเนินไป สังคมเจริญขึ้นทำให้มีระบบจารีตประเพณีขึ้นมา จนกระทั่งสังคมเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น สังคมมีการขยายตัวและมีความซับซ้อนมากขึ้น การอยู่ร่วมกันก็ต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบ สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักเกณฑ์ของสังคม

ยิ่งในปัจจุบัน ศิลปวัฒนธรรมมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้จำเป็นต้องมีการระบุเรื่องศิลปวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายลูกที่จะออกมารองรับ รวมไปถึงการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐ ซึ่งหากทำได้ทั้งหมดจะทำให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่จับต้องได้

"จำได้ว่าจุดเริ่มต้นของการบรรจุเนื้อหาว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาเพราะเราเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราคาดหวังว่ารัฐจะต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบศิลปวัฒนธรรม ก็เลยมีความจำเป็นต้องบรรจุไว้ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เราได้เห็นบางเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เริ่มมีการพูดถึงหอศิลป์ร่วมสมัย มีการต่อสู้เรื่องการเซ็นเซอร์ศิลปะร่วมสมัยอย่างภาพยนตร์ที่เป็นประเด็นกันอยู่ หรือแม้แต่นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่เป็นรูปเขียนรูปปั้นเอง บางครั้งมีการถูกห้ามจัด หรือมีการไปยกผลงานออกไปกลางคันไม่ให้แสดง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าคงต้องบังคับให้รัฐเข้ามาส่งเสริมและคุ้มครองศิลปวัฒนธรรม" จุมพล อภิสุข ศิลปินสาขาศิลปะการแสดงสด (Performance Art) กล่าว

เขาแสดงความเห็นอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยยังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมหรืองานด้านโบราณคดี ทำให้ความเคลื่อนไหวด้านศิลปะร่วมสมัยไม่เกิดขึ้น

"ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจความหมายของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การบรรจุเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญก็เท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐเข้ามารับรองสิทธิของคน ถ้ารัฐธรรมนูญให้ความสำคัญเรื่องนี้และยอมรับความหลากหลายจะทำให้เราผลักดันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น" จุมพล กล่าว

ไม่มี 'คำตอบสุดท้าย'

ณ วันนี้ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการผลักดัน 'ร่างเสนอรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 หมวดศิลปวัฒนธรรม' จะมีความเป็นไปได้เพียงใด แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง รัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการทำให้ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นประเด็นที่มีที่ยืนมั่นคง รวมไปถึงสิ่งสำคัญกว่าคือการได้รับความสนใจและยอมรับจากสังคม หลังจากตกอยู่ในฐานะ 'กิจกรรมของชนกลุ่มน้อย' ตลอดมา

"ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขอะไรได้ ผมไม่เชื่อว่าถึงเราจะไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วมันจะไม่ถูกนำมาใช้ และผมไม่เชื่อว่าจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ๆ ออกมาอีก มันจะมีอีกเยอะและเราคงไม่ต้องไปยุ่งกับมันมากมาย ผมคิดว่าเรามาต่อสู้ในเรื่องสิทธิทางการแสดงออกของเราดีกว่า" จุมพล กล่าว

เขาเชื่อว่า นอกเหนือไปจากการทำให้ทุกอย่างได้รับการยอมรับตามกฎหมาย ใครก็ตามที่อยากเห็นพัฒนาการด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสามารถผลักดันในแง่มุมอื่นที่อาจจะก้าวพ้นไปจากการเรียกร้องให้ระบุทุกอย่างไว้ในกฎหมาย

"บางทีผมก็คิดว่ามันคงตลกดีถ้าจะไปบอกใครต่อใครว่ารัฐธรรมนูญไทยมีหมวดว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม เขาก็จะถามเราว่ามีไว้ทำไมเพราะศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ไม่ใช่เรื่องกฎหมายที่จะต้องมาปกครองกัน จริงๆ มันเป็นเรื่องว่าด้วยการยอมรับคนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะคนทำงานศิลปะซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยเสมอในโลกนี้"

ด้าน อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่า รัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการผลักดันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และยังมีช่องทางอื่นๆ ในการทำให้ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้รับการรับรองจากกติกาสังคม

"ผมมองว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญน่าจะไม่มีมากมาตรานัก แค่มีให้เพียงพอจะควบคุมกติกาสังคมอย่างกว้างๆ แต่ที่สำคัญคือกฎหมายลูก เพราะฉะนั้นโอกาสที่ข้อเสนอของมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ 10 มาตราจะเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นยาก แต่ทำอย่างไรให้สาระของ 10 มาตราไปปรากฏอยู่ในกฎหมายลูก ผมคิดว่าข้อเสนอที่ว่าจุดมุ่งหมายสำคัญคือสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้อง"

อาจารย์ทรงยศ กล่าวอีกว่ามีหลายเหตุการณ์ที่กฎระเบียบไม่ได้ส่งเสริม แต่กลับเข้าไปคุมกำเนิดการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยโดยตรง อาจเห็นได้จากการที่พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.2473 ถูกนำมาใช้ในการสั่งตัดทอนเนื้อหาของภาพยนตร์ 'แสงศตวรรษ' ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวอย่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมที่นอกจากไม่สนับสนุนการสร้างสรรค์แล้ว ในทางกลับกันกฎหมายเองยังสมควรจะถูกตั้งคำถามกลับว่ามีความชอบธรรมในการบังคับใช้หรือไม่

"สิ่งที่เรียกว่าการเซ็นเซอร์โดยรัฐนั้นอิงกับกฎหมายที่โบราณมาก คือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดก่อนประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ทำให้ผมสงสัยว่าฐานะกฎหมายนี้อาจจะขัดกับประชาธิปไตยและขัดกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา ที่น่าตกใจคือเป็นกฎหมายที่ใช้กันตลอดมาโดยที่ไม่เคยมีใครลุกขึ้นตั้งคำถามกับมันว่ากฎหมายฉบับนี้มันถูกกฎหมายหรือเปล่า หรือว่าเป็นกฎหมายที่ผิดกฎหมาย" อาจารย์ทรงยศ กล่าว

ในทัศนะของอาจารย์ทรงยศมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การผลักดันให้สังคมโดยรวมเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้งานด้านนี้ก้าวหน้าไปได้พร้อมๆ กับหลุดออกจากการครอบงำโดยรัฐ ควบคู่ไปกับการผลักดันในเชิงกฎหมายที่มองถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากกว่าการตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

"แทนที่จะให้องค์กรที่ไม่มีรสนิยมในการดูหนังและไม่เชื่อเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกมาเป็นคนตัดสินใจ ทำไมไม่ผลักดันให้คนในสังคมมีส่วนในการตรวจสอบว่าหนังแสดงออกได้แค่ไหน รวมไปถึงทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน หนังสือ สิ่งที่ต้องปรับคือให้เชื่อในกลไกทางสังคม ส่วนในแง่ของกฎหมายนั้นมันมักจะเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอก็คือเราคงต้องหาทรรศนะอะไรบางอย่างที่มองไปข้างหน้าสัก 10 ปี มาช่วยกันคิดว่าประเด็นศิลปวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปอย่างไร และจะเตรียมกฎหมายอย่างไรเพื่อจัดการกับประเด็นปัญหาที่รออยู่ข้างหน้า" อาจารย์ทรงยศ สรุป

กติกาใหม่ในสังคมที่คลั่งไคล้ 'กติกา' จะเห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมแค่ไหน ต้องถามใจทั้งผู้รู้ผู้เล่นด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงสังคมไทยทั้งหมด

-----------------

ร่าง 10 มาตรา ศิลปวัฒนธรรม

ร่างเสนอรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 หมวดศิลปวัฒนธรรม เสนอโดย มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและเครือข่ายศิลปิน มีดังนี้

มาตรา 1 บุคคลมีหน้าที่ในการพิทักษ์ ปกป้องและสืบสาน พัฒนา ศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

มาตรา 2 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิด การพูด การเขียน การสื่อความหมายโดยวิธีการทางด้านศิลปวัฒนธรรม

มาตรา 3 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิในการระบุว่าสิ่งใดคือมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ควรรักษา และมีสิทธิในการปกป้อง สืบสาน

มาตรา 4 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งเครือข่าย กองทุนศิลปวัฒนธรรม เพื่อดูแลมรดกและนวัตกรรมทางศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวรรคแรก รัฐต้องให้การสนับสนุนงบประมาณและมาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 5 บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะย่อมได้รับการคุ้มครอง การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อมรดกทางศิลปวัฒนธรรมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบจากองค์กรอิสระที่ประกอบด้วยองค์กรเอกชนและตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาและจัดให้มีการประชาพิจารณ์

มาตรา 6 รัฐมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณให้กับการบริหารงานเพื่อการค้นคว้า วิจัย การศึกษา การเผยแพร่ในด้านศิลปวิทยาการต่างๆ รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและวัฒนธรรมทุกสาขาอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชนในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

มาตรา 7 รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถาน มรดกสถาปัตยกรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แหล่งอารยธรรม ภูมิทัศน์วัฒนธรรม โบราณวัตถุ ผลงานของช่าง ศิลปิน ที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญา อันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม

มาตรา 8 รัฐต้องให้การคุ้มครอง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพด้านสิทธิทางศิลปวัฒนธรรมและเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งผลงาน ความคิดสร้างสรรค์แก่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องต่อสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การสื่อสาร และวัฒนธรรม

มาตรา 9 รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและจัดให้มีศิลปวัฒนธรรมในครรลองของสังคม โดยจัดโครงสร้างพื้นฐานรองรับทางศิลปวัฒนธรรม ในส่วนของทรัพยากร การศึกษา กฎหมาย ส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนจากภาคเอกชน และกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางศิลปะและวัฒนธรรม

มาตรา 10 รัฐต้องยอมรับความหลากหลายของชุมชน กลุ่มชนในทางศิลปวัฒนธรรม จัดให้มีการอนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา สร้างสรรค์ สนับสนุนเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอย่างเสมอภาคในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้ ต้องตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมอันเป็นวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

...........................................

หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา 'วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ในมิติทางศิลปวัฒนธรรม' จัดโดยเครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทย เครือข่ายนักเขียน และนิตยสารไบโอสโคป

ชาธิป สุวรรณทอง

ที่มา : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.bangkokbiznews.com/2007/05/14/WW06_WW06_news.php?newsid=69512

2007/May/25

เครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย คุณปองขวัญ (สุขวัฒนา) ลาซูส, คุณจุมพล อภิสุข, คุณมานิช ศรีวานิชภูมิ, คุณวสันต์ สิทธิเขตต์ เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2550 ณ รัฐสภา

2007/May/25

บรรยากาศการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง "วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550 ในมิติศิลปวัฒนธรรม" ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2550

ร่วมเสวนาโดย

วีระพันธ ุ์ ชินวัตร, มานิตย์ ศรีวานิชภูมิ , อเนก นาวิกมูล,วสันต์ สิทธิเขตต์, นิวัติ กองเพียร, ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที, สุภาพ หริม, จุมพล อภิสุข, ปองขวัญ ( สุขวัฒนา) ลาซูส ฯลฯ

ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา



วัฒนธรรมนูญ
View full profile